กล้วยไม้ดิน สูงได้ถึง 70 ซม. เหง้ามีเกล็ดปกคลุม ใบเรียงเวียน รูปแถบ ยาว 13–45 ซม. ปลายเรียวแหลมเป็นหลอดรูปเส้นด้าย ยาวได้ถึง 1 ซม. โคนเรียวสอบเป็นกาบ เส้นใบจำนวนมาก ช่อดอกแบบช่อกระจะโค้งลง ใบประดับช่วงโคนไม่มีดอก เรียงหนาแน่น แต่ละช่อมีได้ถึง 12 อัน รูปใบหอกปลายแหลม ยาวได้ถึง 2 ซม. ใบประดับขนาดเล็กกว่าใบประดับที่โคน ติดทน ดอกสีครีมหรือเหลือง กลีบเลี้ยงและกลีบดอกจำนวนอย่างละ 3 กลีบ คล้ายรูปเรือ ยาวเท่า ๆ กัน ยาว 3.3–4.5 มม. เส้าเกสรโค้งงอ ยาว 0.5–1 มม. เกสรเพศผู้ 2 อัน ยาว 3–4 มม. ก้านชูอับเรณูสั้น เชื่อมติดโคนก้านเกสรเพศเมีย อับเรณูติดที่ฐาน หุ้มเกสรเพศเมีย โคนเป็นเงี่ยง ปลายแกนอับเรณูมีรยางค์สั้น ๆ ไม่มีเกสรเพศผู้ที่เป็นหมัน ยอดเกสรเพศเมียเป็นตุ่ม ผลแห้งแตก เรียวแคบ ยาว 1.2–1.5 ซม. มีสันตื้น ๆ 3 สัน เมล็ดขนาดเล็ก จำนวนมาก รังไข่รวมก้านดอกยาว 0.8–1.2 ซม.
พบที่พม่า กัมพูชา เวียดนาม คาบสมุทรมลายู ชวา สุมาตรา และบอร์เนียว ในไทยพบกระจายห่าง ๆ ทางภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และพบมากทางภาคใต้ ขึ้นตามป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น ความสูง 100–500 เมตร
สกุล Apostasia Blume เคยอยู่ภายใต้วงศ์ Apostasiaceae ร่วมกับสกุล Neuwiedia ปัจจุบันอยู่วงศ์ย่อย Apostasioideae ซึ่งต่างจากกล้วยไม้ทั่ว ๆ ไปที่อับเรณูอันเดียว และก้านชูอับเรณูเชื่อมติดก้านเกสรเพศเมียเป็นเส้าเกสร (gynostemium) มี 8 ชนิด พบในเอเชีย และออสเตรเลีย ในไทยมี 3 ชนิด ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก “apostasia” แยกออกจาก หมายถึงสกุลที่แยกออกมาจากพืชพวกกล้วยไม้
|